Home > article > FFW>>for ERROR’s BOOK

FFW>>for ERROR’s BOOK

(Cross Cultural Design in Thai Contemporary Design Society)

การถ่ายโอนเชิงวัฒนธรรมของงานออกแบบในยุคปัจจุบัน

ตัวหนังสือโดย: ชาย พงศธร ลิมานนท์ (Shy P. Limanon)

ในรอบระยะเวลาสองถึงสามปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า วงการออกแบบบ้านเราช่างคึกคัก และมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสื่อใหม่ๆ ที่มาช่วยเป็นกระบอกเสียงของนักออกแบบ, งานที่นักออกแบบจัดแสดงผลงานกันเอง, งานสัมมนาการออกแบบที่ผุดขึ้นมาจำนวนหนึ่ง นักออกแบบรุ่นพี่พี่และ รุ่นใหญ่ที่ยังคงสร้างฐานผลงาน, นักออกแบบที่ไปปลูกฝังวิธีคิดในนามอาจารย์พิเศษ และบทความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนักออกแบบที่ไปปรากฏแฝงอยู่ในนิตยสารรายเดือน-รายปักษ์ต่างๆ, งานแสดงหรือโชว์ต่างๆที่เข้าไปจัดร่วมกับเจ้าของผลิตภัณฑ์และเอเจนซี่ นับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนกระบอกเสียงสำคัญที่ทำให้งานอาชีพนักออกแบบ หรือที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ มีกลิ่นหอมหวนเย้ายวนไม่เสื่อมคลายสำหรับผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือ นักเรียนที่กำลังจะเลือกความฝันของตัวเองไปหมกตัวอยู่ในคณะที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสายอาชีพนี้ และอีกจำนวนไม่น้อยที่มองเพียงแค่อาชีพนี้เป็นภาพเสมือนของความเท่ห์และโก้เก๋เพื่อสร้างให้ตัวเองดูดีขึ้นมาเท่านั้น แต่นั่นเองสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้อาชีพงานออกแบบน่าสนใจอยู่เสมอ

สิ่ง ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเสมือนบทกล่าวนำของสิ่งที่เป็นอยู่อาจจะไม่ร้อย เปอร์เซ็นต์แต่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะผิดเพี้ยนไป ว่ามันทำให้สายงานการออกแบบบ้านเรานั้นร้อนแรงอย่างที่เป็นอยู่ แล้วอะไรละที่เป็นเสมือนชนวนที่ทำให้เกิดความร้อนแรงเหล่านี้ขึ้นมา หนึ่งในเรื่องที่น่าจะต้องกล่าวถึงคือเรื่องของการถ่ายโอนทางวัฒนธรรมของงาน ออกแบบร่วมสมัย (Cross Cultural Design in Thai Contemporary Design Society) จริงๆผมว่าเรื่องนี้มันเหมือนเป็นเรื่องที่เราอาจจะรู้แล้วและเข้าใจกันเป็น อย่างดี เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้กล่าวหรือพูดถึงกันเป็นล่ำเป็นสัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างที่สุด เพราะว่าชีวิตเราอยู่และเกี่ยวข้องกับงานออกแบบที่แฝงไว้กับการดำเนินชีวิต ในเชิงของการเชื่อมโยง การแปลความหมาย ทำให้มนุษย์ได้เข้าใจในความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆ ตั้งแต่ตัวเลข ชื่อของสินค้าต่างๆ ป้าย หนังสือพิมพ์ ชื่ออาคาร ตั๋วรถเมล์ สัญญาณไฟ นามบัตร โลกไซเบอร์ ใบปลิว หรือแม้แต่ธนบัตร ทุกอย่างที่กล่าวมาอาจจะยังไม่ได้แม้แต่เสี้ยวนึงของจำนวนสิง่ที่เชื่อมโยง กับชีวติในแต่ละวันที่เราใช้ในการสื่อสาร แต่เพียงแค่นั้นก็อาจจะพูดลอยๆได้ว่า เออนะ! ชีวติของมนุษย์ถูกเชื่อมโยงเข้ากับงานออกแบบอย่างเลี่ยงไม่ได้ และบางครั้งก็ไม่ทันรู้ตัว แล้วถ้าที่กล่าวมาข้างต้นนี้ มันไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องของการถ่ายโอนเชิงวัฒนธรรมของงานออกแบบในยุค ปัจจุบันละ คำตอบก็น่าจะเป็นเรื่องของมุมมองว่า มองที่มุมไหน และในชีวติมีส่วนอะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

ทุกวันนี้โลกของการสื่อสารนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ในโลกของการออกแบบอยู่ไม่น้อย กระแสของวัฒนธรรมของงานออกแบบถูกเชื่อมโยงกันไปมาไม่ต่างอะไรกับการโทรศัพท์ ระหว่างประเทศหากัน คุยกันผ่านระหว่างทวีป หรือแค่เพียงไม่กี่นาทีงานที่คุณโพสขึ้นไปบน แกลเลรี่ออนไลน์ของคุณ มายเสปซของคุณ หรือ youtube ก็อาจจะทำให้คนเป็นจำนวนร้อยๆเห็นงานของคุณภายในไม่กี่นาที แต่สิง่ที่เห็นและเป็นอยู่อย่างชัดเจนคือเรื่องของรูปแบบของงานออกแบบแทบจะ กล่าวลอยๆว่าดูไม่ต่างกันมากนัก งานของนักออกแบบทางฝั่งยุโรบก็ไม่ได้แตกต่างไปจากงานของนักออกแบบจากฝั่ง เอเชีย งานของนักออกแบของเอเชียก็ไม่ต่างอะไรไปจากงานออกแบบของนักออกแบบชาว อเมริกัน งานออกแบบของชาวอเมริกันก็ไม่แตกต่างไปจากงานของนักออกแบบจากออสเตรเลีย และงานออกแบบของนักออกแบบในโลกก็ไม่ได้แตกต่างจากงานของนักออกแบบในโลกใบ เดียวกัน ซึ่งสิง่เหล่านี้ตามความคิดเห็นของผมเองและประสบการณ์ในการทำงานทั้งในต่าง แดนและในประเทศ หรือการสอนตามมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การแสดงงานศิลปะ-ออกแบบต่างๆ ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเสียหาย แต่ในทางกลับกัน มันกลับเป็นผลดีที่โลกของนักออกแบบในเชิงของรูปแบบกำลังจะพูดภาษาเดียวกัน พูดในแบบที่ไม่ต่างกัน และอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจเดียวกัน แล้วยังกลับดีเสียอีกที่อาจจะทำให้นักออกแบบของไทยเราเป็นสินค้าออกเชิง วัฒนธรรมไปสู่งานออกแบบในวัฒนธรรมสากลอีกด้วย มันอาจจะเป็นเรื่องประจวบเหมาะที่พอดีในจังหวะที่ผมกำลังกลั่นบทความเรื่อง นี้นั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่นิตยสารที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ +81 (plus81) ฉบับเดือน Spring เล่มที่ 35 ก็มีการสัมภาษณ์นักออกแบบจากหลายๆทวีปและประเทศมีรายชื่อดังต่อไปนี้ จากปารีสมี Laurent Fetis, Jean Philippe Delhomme, H5, Purple Journal, Partizan, ADM (Art Director Management), Colette, Foundation Cartier จากลอนดอนมี Tomato, INtro, Build, Showstudio, Passion Pictures, Rankin, Abake จากโตเกียวมี Hideki Nakajima, Yugo Nakamura, Hirofumi Kiyonaga จาก New York มี Visionarie, Stefan Segmeister, The Art Director Club จาก Europe มี Var, 032c, Marok, Freame และ Buro Destruct ซึ่งจริงๆแล้วเป็นฉบับครบรอบสิบปีของนิตยสาร แต่สิ่งที่ผมอยากจะนำมากล่าวถึงคือบทสัมภาษณ์ที่มีการเชื่อมโยงไปถึง วัฒนธรรมงานออกแบบของนักออกแบบแต่ละคนหรือองค์กรแต่ละองค์กรที่สร้างผลงาน ที่สะท้อนภาพของตัวตนนั้นออกมา มีการพูดถึงเทรนด์ และอนาคต บทความมีการคาบเกี่ยวเรื่องของการถ่ายโอนทางความคิด การถ่ายโอนทางรูปแบบ การถ่ายโอน ทางความรู้สึกของนักออกแบบ โดยที่ผมเองจับได้ประเด็นหนึ่งว่า แม้แต่นักออกแบบที่เราเรียกว่าเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรมการออกแบบของโลก เป็นเหมือนตัวจักรสำคัญที่ทำให้งานออกแบบในโลกใบนี้หมุนไป หรือผู้นำ พวกหัวก้าวหน้าจริงๆ ยังต้องพัฒนาและรับรู็ และเปลี่ยนแปลงปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของการทำงานและพูดง่ายๆว่าโลก มันเปลี่ยน งานออกแบบก็เปลี่ยน และบางทีพวกเค้าเหล่านั้นที่ได้ชื่อว่าเป็นนักออกแบบชั้นนำอาจจะเคยเข้ามา เยี่ยมๆ ชมๆ มองๆ งานของนักออกแบบบ้านเราผ่าน myspcae ที่ผุดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละนาทีก็เป็นได้ เพราะถ้าโลกนี้ต้องการการสื่อสาร งานออกแบบก็ไม่เสื่อมคลายที่จะมลายหายไป เพราะถ้าไม่มีการออกแบบ เราจะสื่อสารกันได้อย่างไร แล้วยิง่ถ้าทุกวันนี้โลกมันเล็กลง การสื่อสารก็ย่อมที่จะสะดวกมากขึ้น และต้องการการคลี่คลายเชิงสัญลักษณ์ ให้คนเห็นเพียง สามวินาทีแล้วเข้าใจ หรือเห็นแล้วเข้าใจทันที ทุกวันนี้จะติดก็ติดก็เห็นจะมีเพียงแค่ภาษาที่ใช้ที่แตกต่างกัน งานออกแบบจึงเป็นเรื่องยากที่จะแตกต่างกันมากในเรื่องของรูปแบบ ซึ่งดูๆไปก็เหมือนๆกันหมด (แต่เรื่องของเนื้อหาก็ยังเป็นเรื่องที่แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะอะไรคงจะทราบดี) และถ้าจะบอกว่าอินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยต้นๆที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดนัก นักออกแบบที่อยู่ห่างกันเป็นทวีปก็ทำอะไรไม่ได้แตกต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ทุกวันนี้เราจะเห็นมุมกล้องของภาพที่ใกล้เคียงกัน บ่อยครั้ง เส้นสายที่ใช้ในการตกแต่งภาพที่โค้งพอพอกัน สายรุ้งที่ลอยไปมาเป็นแบ็คกราวไม่ซ้ำแบบ เสือที่มาโผล่อยู่ในงานออกแบบไม่เว้นแต่ละวัน ภาพผู้หญิง ผู้ชาย ใบหน้าทำมุม45 องศาที่มีความย้อยย้วยของเส้นสายโยงไปมารองรับ หรือมีดอกไม้แนวโรแมนติก-วินเทจ จนหยาดเยิ้ม หลอนกลิ้ง ลอยพาดผ่านไปมา ตัวcharactor ดีไซน์ที่ดูไม่เรียบร้อยแยกเขี้ยว หลากหลายฟอร์ม และอื่นๆอีกมากมายที่เรียกได้ว่าทำให้เกิดอาการอิ่มไปอีกนาน แต่นั้นไม่ใช่คำตอบว่า ไม่ดี ย้ำนะครับว่าไม่ใช่แปลว่าไม่ดี เพียงแต่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนภาพของงานออกแบบในโลกนี้ใ่ชหรือไม่ ผมมีความเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะคิดเหมือนผมว่า เกิดอะไรขึ้นกับงานออกแบบ หรือว่าเพราะการถ่ายโอนเชิงวัฒนธรรมของงานออกแบบในยุคปัจจุบันทำให้เกิดความ เบื่อหน่ายเฉพาะสำหรับคนบางกลุ่มที่มองว่ามันก็เท่านั้น แต่อีกในมุมหนึ่งคนอีกจำนวนหนึ่งอาจจะรู้สึกว่ามันคือสภาพที่งานออกแบบได้ เดินวนอยู่กับที่ ที่ได้ได้มาตรฐานแต่ก็อาจจะมีอีกคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มานั่งสนใจว่า มันจะเกิดอะไร เป็นยังไง ชั้นก็ดำเนินทำอย่างที่ชั้นหรือเธอพอใจต่อไป จะมาคิดมากหรือห่วงทำไม หรืออีกกลุ่มอาจจะก็เพราะว่ามันคิดไม่ออกและจะให้ทำอย่างไงก็ตอนนี้มันฮิต แบบนี้นี่หน่า

ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหน หรือไม่อยู่ในกลุ่มไหนก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร เพราะงานออกแบบไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มาจากที่ใดหรือสื่อความหมายอย่างไร เมื่อถูกถอดเสื้อคลุมของลูกค้าแล้ว ก็ยากเหลือเกินที่จะมีใครมาบอกว่างานไหนดีกว่างานไหน อะไรถูก-ผิด-ดี-ไม่ดี เพราะรสนิยมเป็นเรื่องของบุคคลนั้นจริงซะยิ่งกว่าจริง แต่ก็พอจะพูดแบบเข้าใจง่ายๆได้ว่า การถ่ายโอนเชิงวัฒนธรรมของงานออกแบบในยุคปัจจุบัน ทำให้เราเห็นเสือโคร่งและสายรุ้งมากหน้าหลายตา,เห็นงานเหมือนๆกันแต่คนทำอยู่ห่างกันเป็นพันพันไมล์, เห็นงานแปลกๆที่ก็เผลอไปชมเพราะมันดันมาชมเรา หรือเพราะเรารู้ว่ามันเป็นเพื่อนของเพื่อนคนที่เรารู้จัก, ทำให้เราเห็นหน้าตาผู้ชายผู้หญิงที่โดนดราฟมามีพลังกราฟฟิกเปล่งออกมาจนยุบยับยั้วเยี้ยเต็มหน้าจอ และได้เห็นอะไรอีกมากมาย ที่ทำให้เกิดการพูดลอยๆกับตัวเองว่า “เหมือนเคยเห็นที่ไหน” หรือว่านี่คือเวลที่เรากำลังรอให้มันตกตะกอน ก่อนที่วัฒนธรรมของงานออกแบบสากลจะเบ่งบานขึ้นใหม่อีกครั้งเหมือนช่วงต้นๆของสาม-สี่ปีที่แล้ว มองในแง่บวกก็คือมาตรฐานของงานออกแบบในบ้านเราเทียบชั้นสากลได้อย่างน่าภาคภูมิใจ แต่มองอีกแง่หนึ่งแล้วก็ยังมีเรื่องราวอีกหลากหลายที่นักออกแบบบ้านเราก็รู้กันอยู่ว่าพวกเราหงุดหงิดเรื่องอะไรกัน ไอ้เรื่องเคยเห็นหรือไม่เคยเห็น ก้ปล่อยมัน เราขอวิงวอนแค่ว่าสิง่ที่เราเห็นจาก การถ่ายโอนเชิงวัฒนธรรมของงานออกแบบในยุคปัจจุบัน คือทำไมหนอหลายๆประเทศให้ความสำคัญกับงานออกแบบเหลือเกิน แต่ประเทศของเรากลับปล่อยปะละลืม ถ้าไม่ลืมก็โฆษณาชวนเชื่อกันเกินไปว่างานออกแบบสร้างมูลค่าเพิ่มได้ (เป็นล้านๆ จริงๆนะ สัมนากันเข้าไป ทุกวันนี้นักออกแบบก็จนเหมือนเดิม) หรือว่านักออกแบบบ้านเราจะต้องไปสร้างวัฒนธรรมเอาต่างแดนจะได้ cross culture แบบจริงๆกันไปเลย รักประเทศไทยแต่ไม่หลงงมงาย

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปกระทบนักออกแบบท่านใด เพียงแต่เป็นการมองภาพรวมจากมุมมองของกระผม แต่ถ้าบทความนี้ไปกระทบท่านใดท่านหนึ่งกระผมต้องขออภัยมา ณ. โอกาสนี้ครับ

Advertisements
Categories: article
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: